No1

ผู้เขียน หัวข้อ: p1 กล้องสำรวจถนนภาคสนาม บริการ กล้องระดับ TOPCON, Pentax, CTS/Berger ราคาถูก  (อ่าน 4 ครั้ง)

Luckyz0nl3

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3326
  • รับทำ SEO No.1 SEONo1.co.th
    • ดูรายละเอียด
จำหน่ายกล้องอุปกรณ์กล้องไลน์ [pr]สำรวจ คุณภาพเยี่ยม กล้องระดับ TOPCON [pr] ยี่ห้อ TOPCON, Pentax, CTS/Berger
การแบ่งแยกดิน หมายถึง การรวบรวมดินประเภทต่างๆที่มีลักษณะ หรือ คุณสมบัติที่หมือนกันหรือคล้ายกันตามที่กำหนดไว้ ให้เป็นหมวดหมู่อย่างมีระเบียบ เพื่อสะดวกสำหรับการจดจำและใช้ประโยชน์งาน
ระบบการแบ่งดินของประเทศรัสเซีย
ระบบนี้จะสนใจดินที่เกิดในลักษณะภูมิอากาศหนาวเย็น จนกระทั่งออกจะร้อน ในการจำแนกแยกแยะขั้นสูง เน้นการใช้โซนอากาศรวมทั้งพืชพรรณเป็นหลัก มีทั้งผอง 12 ชั้น (class I- class XII) โดยชั้น I-VI เป็นดินในเขตลักษณะของอากาศตั้งแต่หนาวจัด จนกระทั่งค่อนข้างหนาวในทะเลทราย ชั้น VII-IX เน้นสภาพภูมิอากาศค่อนข้างร้อน โดยใช้ลักษณะความชุ่มชื้น-ความแห้ง รวมทั้งสภาพพรรณไม้ที่เป็นป่า หรือท้องทุ่ง เป็นสาเหตุจำกัด สำหรับชั้น X-XII เน้นดินในเขตร้อน จากขั้นสูงจะมีการแยกเป็นชนิดและประเภทออกเป็นชั้นย่อย ตามลักษณะการเกิดของดิน แล้วก็แบ่งเป็นชนิดดิน ในอย่างน้อย ระบบการจำแนกดินของคูเบียนา การแบ่งดินใช้ ทรัพย์สมบัติทางเคมีของดิน และโซนของภูมิอากาศกับพรรณไม้ เป็นหลัก โดยเน้นสิ่งแวดล้อมในเขตเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่ค่อนข้างแห้งมากกว่าเขตชื้นรวมทั้งฝนชุก
-ระบบการแบ่งแยกดินของประเทศฝรั่งเศส
มีลักษณะเด่นคือ เป็นการจัดหมวดหมู่ดินที่ใช้ลักษณะทั้งปวงด้านในหน้าตัดดินเป็นหลักเกณฑ์ เน้นความเจริญของหน้าตัดดิน โดยไตร่ตรองจาการจัดแถวตัวของชั้นกำเนิดดินด้านในหน้าตัดดินโดยยิ่งไปกว่านั้น กับการที่มีปฏิกิริยาความเคลื่อนไหว หรือชั้นที่มีการสะสมของดินเหนียว การแบ่งแยกขั้นสูงสุด ย้ำลักษณะที่เกี่ยวเนื่องกับการขังน้ำ ส่วนขั้นต่ำ ใช้ความมากน้อยสำหรับเพื่อการโยกย้ายอนุภาคดินเหนียวในหน้าตัดดิน
-ระบบการแบ่งแยกดินของประเทศเบลเยียม
เป็นการแยกประเภทที่ค่อนข้างจะละเอียด ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ที่ดินทางการเกษตรที่เข้มข้น การแบ่งแยกดินใช้รูปแบบของเนื้อดิน ชั้นการระบายน้ำ แล้วก็ความก้าวหน้าของหน้าตัดดิน เป็นลักษณะจำแนกประเภท สำหรับการขยายความเนื้อดิน แบ่งได้ 7 ชั้น (ชั้นอนุภาคดิน) วัสดุอินทรีย์และขี้ตะกอนลมหอบ ส่วนชั้นการระบายน้ำของดิน ใช้การแปลความหมายที่เกี่ยวกับความเปียกของดิน ตัวอย่างเช่น จุดประ และสีเทาในเนื้อดิน กับระดับความลึกของดินที่เจอลักษณะดังที่กล่าวมาข้างต้น สำหรับความก้าวหน้าของหน้าตัดดินแบ่งได้หลายชั้นโดยพิเคราะห์จากลำดับของชั้นต่างๆในหน้าตัดดินรวมทั้งชั้น (B) ถือได้ว่าชั้น B ที่เพิ่งจะมีความเจริญหรือเป็นชั้นแคมบิก B คล้ายคลึงกันกับในระบบของประเทศฝรั่งเศส
-ระบบการจำแนกดินของอังกฤษ
เน้นย้ำลักษณะดินที่เจอในประเทศอังกฤษแล้วก็เวลส์ มี 10 กลุ่ม อธิบายออกมาจากกันโดยใช้รูปแบบของหน้าตัดดินเป็นกฏเกณฑ์ซึ่งเน้นชนิดรวมทั้งการจัดเรียงตัวของชั้นดิน ประกอบด้วย Terrestrial raw soils, Hydric raw soils, Lithomorphic (A/C) soils, Pelosols, Brown soils, Podzolic soils, Surface water gley soils, Groundwater gley soils, Man-made soils และก็ Peat soils
-ระบบการแบ่งดินของประเทศแคนาดา
ระบบการแบ่งเป็นแบบมีหลายขั้นอนุกรมกฎรวมทั้งมีลำดับสูงต่ำแจ่มชัด ประกอบด้วย 5 ขั้นร่วมกันเป็น อันดับ (order) กลุ่มดินใหญ่ (great group) กลุ่มดินย่อย (subgroup) ตระกูลดิน (family) และก็ชุดดิน (series) ชั้นอนุกรมข้อบังคับของดินในระบบการแบ่งดินของแคนาดาแจงแจงออกจากกันโดยใช้ลักษณะที่ดูได้ รวมทั้งที่วัดได้ แม้กระนั้นหนักไปในทางด้านทฤษฎีการกำเนิดดินสำหรับในการจำแนกแยกแยะขั้นสูง ซึ่งแบ่งได้เป็น 9 ชั้น และแบ่งได้ 28 กลุ่มดิน
-ระบบการจำแนกดินของประเทศออสเตรเลีย
การพัฒนาด้านการแบ่งแยกดินในออสเตรเลียมีมานานแล้วเช่นเดียวกัน โดยในช่วงแรกเป็นการแบ่งประเภทดินที่ใช้ธรณีวิทยาของวัสดุดินเริ่มต้นเป็นหลัก แม้กระนั้นต่อมาได้มีการพัฒนามาเรื่อยๆจนกระทั่งเน้นย้ำสัณฐานวิทยาของหน้าตัดดินโดยแบ่งออกเป็น 47 หน่วยดินหลัก (great soil groups) เพราะว่าการที่ประเทศออสเตรเลียมีสภาพอากาศอยู่หลายแบบด้วยกัน ทำให้มีสภาพแวดล้อมทางดินหลายแบบร่วมกันตามไปด้วย มีอีกทั้งในสภาพที่หนาวเย็นไปจนกระทั่งเขตร้อนชื้น แล้วก็เขตที่เป็นทะเลทราย ซึ่งทำให้เห็นชัดเจนว่าระบบการแบ่งนี้ครอบคลุมจำพวกของดินต่างๆมากไม่น้อยเลยทีเดียว แม้กระนั้นเน้นย้ำดินที่มีการสะสมคาร์บอเนต เน้นสีของดิน แล้วก็เนื้อของดินค่อนข้างมากมาย ระบบการแบ่งแยกดินของประเทศออสเตรเลียนี้มีอยู่มากกว่า 1 แบบ เนื่องจากมีการเสนอระบบต่างๆที่มีแนวคิดรากฐานต่างกันออกไป ได้แก่ระบบของฟิทซ์แพทริก (FitzPatrick, 1971, 1971, 1980) ที่เน้นจากระดับต่ำขึ้นไปหาระดับสูง และระบบที่พบอยู่ในคู่มือของดินประเทศออสเตรเลีย (A Handbook of Australia Soils) เป็นต้น
-ระบบการแบ่งดินของประเทศนิวซีแลนด์
ประเทศนิวซีแลนด์ใช้ระบบอนุกรมเกณฑ์ดินของสหรัฐอเมริกาเป็นหลักในการจัดหมวดหมู่ดิน รวมทั้งดินของประเทศนิวซีแลนด์รอบๆกว้างเป็นดินที่เกิดมาจากตะกอนภูเขาไฟ
-ระบบการแบ่งแยกดินของประเทศบราซิล
ดินในประเทศบราซิลเป็นดินที่มีลักณะเด่นเป็นดินเขตร้อน ระบบการแบ่งแยกดินของบราซิลไม่ใช้ภาวะความชุ่มชื้นดินสำหรับเพื่อการจัดหมวดหมู่ระดับสูง รวมทั้งใช้สี จำนวนขององค์ประกอบกับชนิดของหินแหล่งกำเนิด เป็นลักษณะที่ใช้เพื่อการแยกเป็นชนิดและประเภทมากยิ่งกว่าที่ใช้ในอนุกรมวิธานดินกษณะที่ใช้ในการจัดประเภทมากยิ่งกว่าที่ใช้ในอันดับวิธานดิน
ตามระบบการจำแนกดินประจำชาตินี้ สามารถแบ่งดินในประเทศไทยออกเป็น
ชุดดินรังสิต
Alluvial soils
เป็นดินที่เกิดขึ้นใหม่ มีอายุน้อย มีพัฒนาการของหน้าตัดดินต่ำ หน้าตัดดินเป็นแบบ A-C, A-Cg, Ag-Cg หรือ A-(B)-Cg มีต้นเหตุจากการพูดซ้ำเติมโดยน้ำตามที่ราบลุ่ม อย่างเช่นที่ราบลุ่มริมน้ำ ทะเลสาบ ปากแม่น้ำ ชายหาด รวมทั้งเนินตะกอนน้ำพารูปพัด (alluvial fan) ภาวะของการทับถมบางทีอาจเป็นรอบๆของน้ำจืด น้ำทะเล หรือน้ำกร่อยก็ได้ โดยมากจะมีเนื้อดินละเอียด รวมทั้งการระบายน้ำสารเลว พบมากลักษณะที่แสดงการขังน้ำ เว้นเสียแต่รอบๆสันดินริมน้ำ รวมทั้งที่เนินขี้ตะกอนน้ำพารูปพัด ที่เนื้อดินจะหยาบกว่า แล้วก็ดินมีการระบายน้ำดี ส่วนประกอบและก็แร่ธาตุที่มีอยู่ในดิน alluvial มักต่างกันมากมาย และก็มักจะผสมปะปนจากรอบๆแหล่งกำเนิดที่มาจากหลายที่ ชุดดินที่สำคัญของกรุ๊ปดินหลักนี้คือ
- พวกที่เกิดขึ้นมาจากตะกอนน้ำจืด เช่น ชุดดินท่าม่วง สรรพยา จังหวัดสิงห์บุรี ราชบุรี อยุธยา
- พวกที่เกิดขึ้นจากขี้ตะกอนน้ำกร่อย ยกตัวอย่างเช่น ชุดดินผู้พิทักษ์ รังสิต
- พวกที่เกิดขึ้นจากขี้ตะกอนพื้นทวีปมหาสมุทร ได้แก่ ชุดดินท่าจีน กรุงเทพฯ
-
Hydromorphic Alluvial soils
ซึ่งก็คือดิน Alluvial soils ที่มีการระบายน้ำค่อนข้างชั่วโคตร-หยาบช้ามากมาย ในเรื่องที่มีการจัดชนิดและประเภทดินออกเป็น Alluvial soils และ Hydromorphic Alluvial soils ดินที่อยู่ในกรุ๊ปดินหลัก Alluvial soils จะเป็นดินที่มีการระบายน้ำดี รวมทั้งอยู่ในบริเวณที่สูงกว่าในภูมิทัศน์ที่ต่อเนื่องกัน ดินในทั้งสองกลุ่มดินหลักนี้มักจะได้รับอิทธิพลน้ำหลากในช่วงฤดูน้ำหลากเสมอ
 -ชุดดินหัวหิน
Regosols
มีความเจริญของหน้าตัดดินต่ำ เกิดแจ่มแจ้งเฉพาะดินบน (A) และมีหน้าตัดดินแบบ A-C หรือ A-Cg เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากวัตถุต้นกำเนิดดินที่เป็นทรายจัดบางทีอาจเป็นทรายบริเวณชายฝั่งทะเล หรือบริเวณเนินทราย หรือทรายจากแม่น้ำ ดินมีการระบายน้ำดี จนถึงระบายน้ำดีจนเกินไป พบทั่วไปเป็นแนวยาวตามชายฝั่งทะเล และตามตะพักลำธารของแม่น้ำที่มีตะกอนเป็นทรายจัด มีปฏิกิริยาค่อนข้างเป็นกรด ชุดดินที่สำคัญอาทิเช่น ชุดดินหัวหิน พัทยา ระยอง และน้ำพอง
-Lithosols
เป็นดินตื้นมาก ส่วนใหญ่ลึกไม่เกิน 30 ซม. พบมากตามบริเวณที่ลาดตีนเขาซึ่งมีกษัยการสูง การเรียงตัวของชั้นดินเป็นแบบ A-C-R, AC-C-R หรือ A-R เนื้อดินมีเศษหินที่ยังไม่ผุพังเสื่อมสภาพหรือกำลังสลายตัวคละเคล้าอยู่เป็นส่วนมาก ดินนี้ไม่เหมาะสมแก่การกสิกรรม หรือการสร้างพืชโดยธรรมดา
-ชุดดินจังหวัดลพบุรี
Grumusols
เป็นดินสีคล้ำ เกิดขึ้นจากวัตถุต้นกำเนิดที่มีปฏิกิริยาเป็นด่าง ยกตัวอย่างเช่น หินปูน มาร์ล หรือบะซอลต์ วิวัฒนาการของหน้าตัดดินต่ำ เนื้อดินเป็นดินเหนียว มีองค์ประกอบเป็นแร่ดินเหนียวจำพวก 2:1 ซึ่งมีความเข้าใจในการยืด-หดตัวได้มาก ดินจะขยายตัวเมื่อเปียก (swelling) แล้วก็หดตัวเมื่อแห้ง (shrinkage) ทำให้มีลักษณะของรอยูลื่นไถล (slickensides) เกิดขึ้นในดิน ลักษณะหน้าตัดประกอบด้วยชั้น A-C หรือ A-AC-C โดยชั้น A จะครึ้ม มีองค์ประกอบดินแบบก้อนกลม (granular structure) หรือก้อนกลมพรุน (crumb structure) พบบ่อยในรอบๆที่ราบลุ่มหรือกระพักสายธาร ลักษณะผิวหน้าดินเป็นหลักที่ขรุขระ (gilgai relief) เมื่อแห้งผิวดินจะแตกระแหงเป็นร่องลึก ปฏิกิริยาดินเป็นด่าง ลักษณะโดยรวมเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง แต่มีโภคทรัพย์ทางด้านกายภาพที่เป็นปัญหาในการไถลูกพรวน ดินนี้ในรอบๆที่ต่ำจะมีการระบายน้ำชั่วช้าสารเลว ส่วนมากใช้ปลูกข้าว แม้กระนั้นหากอยู่ในที่สูง ยกตัวอย่างเช่นในรอบๆใกล้ตีนเขาหินปูนชอบมีการระบายน้ำดี ใช้ปลูกพืชไร่ เป็นต้นว่า ข้าวโพดชุดดินที่สำคัญ ยกตัวอย่างเช่น ชุดดิน ลพบุรี บ้านหมี่ โคกกระเทียม บุรีรัมย์ กรุ๊ปดินหลัก Grumusols นี้ ไม่มีในระบบ USDA 1938 เริ่มใช้สำหรับในการเพิ่มเติมอีกระบบ USDA เมื่อ 1949
 -ชุดดินตาคลี
Rendzinas
เป็นดินตื้นกำเนิดตามตีนเขาหินปูน วัตถุต้นกำเนิดเป็นพวกปูน (CaCO3) หรือมาร์ล เกิดเกี่ยวกับดิน Grumusols แม้กระนั้นอยู่ในรอบๆที่สูงกว่า พบได้ทั่วไปรอบๆที่ลาดใกล้เขา หรือ ตะพักแถบที่ลุ่มใกล้เขาหินปูน เป็นดินที่มีความเจริญของหน้าตัดต่ำ ลักษณะดินจะมีเพียงแค่ชั้น A และก็ C หรือ A-(B)-C ดินบนสีคล้ำ มีส่วนประกอบดี ร่วน และออกจะครึ้ม มีการระบายน้ำดี ส่วนดินด้านล่างเป็นดินเหนียวผสมปูนหรือปูนมาร์ล ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นตามความลึก รวมทั้งมักจะพบชั้นที่เป็นปูน หรือ ปูนมาร์ลล้วนๆอยู่ในตอนล่างของหน้าตัดดิน ดินพวกนี้จะมีปฏิกิริยาเป็นด่าง (pH ราว 7.0-8.0) ส่วนใหญ่ใช้ในการปลูกพืชไร่ เช่นข้าวโพด หรือปลูกไม้ผล ตัวอย่างเช่น น้อยหน่า ทับทิม เป็นต้น ชุดดินที่สำคัญเป็น ชุดดินตาคลี
 -ชุดดินชัยบาดาล
Brown Forest soils
เจอตามบริเวณภูเขาเป็นส่วนใหญ่ มีสาเหตุมาจากวัตถุต้นกำเนิดที่เป็นวัตถุหลงเหลือ แล้วก็เศษหินเชิงเขา อีกทั้งในภาวะที่หินพื้นเป็นพวกที่มีปฏิกิริยาเป็นกรด รวมทั้งด่าง เป็นต้นว่า แกรนิต ไนส์ แอนดีไซต์ มาร์ล อาจพบปะคละเคล้ากับดินในกรุ๊ปดินหลัก Rendzinas เป็นดินตื้น ความเจริญของหน้าตัดดินไม่มากเท่าไรนัก มีลักษณะหน้าตัดดินเป็นแบบ A-B-C หรือ A-B-R แต่ว่าชั้น B มักจะไม่ค่อยแจ้งชัด ในประเทศไทยพบได้มากตามภูเขาหินปูนเป็นส่วนมาก สำหรับ Brown Forest soils ที่เป็นกรด พบเพียงนิดหน่อยชุดดินที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น ชัยบาดาล ลำทุ่งนารายณ์ สมอทอด
 -Humic Gley soils
พบปริมาณน้อยในประเทศไทย มักเกิดผสมอยู่กับดินอื่นๆในลักษณะเกลื่อนกลาดเรี่ยราดเรี่ยเป็นหย่อมๆในรอบๆที่ราบลุ่ม พบได้ทั่วไปอยู่ใกล้กับดินในกลุ่ม Grumusols, Rendzinas หรือ Red Brown Earths เป็นดินในที่ต่ำ มีการระบายน้ำเลวทราม พัฒนาการของหน้าตัดไม่ดีนัก ลักษณะหน้าตัดดินเป็นแบบ Ag (Apg)-Cg หรือ A-Bg-Cg ลักษณะที่สำคัญคือ ดินบนหนา มีสารอินทรีย์สูง ดินข้างล่างมักเป็นดินเหนียวสีเทาหรือสีเทาเข้ม มีลักษณะที่แสดงถึงภาวะที่มีการขังน้ำชัดเจน มีจุดประ ปฏิกิริยาดินเป็นด่างเล็กน้อยชุดดินที่สำคัญคือ ชุดดินแม่ตอบรับ
 -ชุดดินร้อยเอ็ด
Low Humic Gley soils
เป็นดินที่เกิดขึ้นจากขี้ตะกอนน้ำพา เจอในรอบๆที่ต่ำที่มีการระบายน้ำเหลวแหลก โดยมากอยู่ในรอบๆตะพักลุ่มน้ำต่ำที่สูงกว่าที่ราบลุ่มใหม่ใกล้น้ำ ระดับน้ำใต้ดินตื้นรวมทั้งแช่ขังเป็นบางโอกาส แต่ว่ามีความเจริญของหน้าตัดออกจะดี ลักษณะสำคัญของดินในกลุ่มนี้เป็น หน้าตัดดินมีลักษณะที่แสดงออกถึงการขังน้ำ มีจุดประแจ่มกระจ่าง หน้าตัดดินเป็นแบบ A1-A2-Bt, Ap-A2-Bt, A1-A2-Btg, A1g-A2g-Btg, หรือ Apg-Btg พวกที่มีอายุน้อยจะอุดมสมบูรณ์มากกว่าพวกที่เกิดเป็นเวลานานกว่า บางรอบๆจะพบหินแลงอ่อน (plinthite) ในตอนล่างของหน้าตัดดิน ส่วนใหญ่เป็นดินที่มีความอิ่มตัวเบสต่ำ pH ราว 4.5-5.5 สำหรับพวกที่เกิดอยู่ในบริเวณตะพักที่ลุ่มค่อนข้างใหม่ ชอบมีความอิ่มตัวเบสสูง ชุดดินที่สำคัญเป็นเพ็ญ สระบุรี มโนรมย์ เพชรบุรี เชียงราย หล่มเก่า ส่วนพวกที่เกิดบนตะพักแถบที่ลุ่มค่อนข้างเก่า ดังเช่นชุดดิน ร้อยเอ็ด จังหวัดลำปาง เป็นต้น
 
-ชุดดินท่าอุเทน
Ground Water Podzols
เป็นดินที่มีการระบายน้ำหยาบช้าถึงค่อนข้างจะต่ำทรามพบเฉพาะในรอบๆที่มีฝนตกชุก ยกตัวอย่างเช่น ในภาคใต้ รอบๆชายฝั่งทิศตะวันออก หรือบางจังหวัดของภาคอีสาน เช่น จังหวัดนครพนม เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากวัตถุต้นกำเนิดที่เป็นทราย ในบริเวณที่เป็นทรายจัด เช่น หาดทรายเก่าหรือตะกอนทรายเก่า ในบริเวณที่ค่อนข้างจะต่ำ มีความเจริญของหน้าตัดดี ลักษณะของหน้าตัดดินเป็นแบบ A1-(A2)-Bh-Cg หรือ A1-A2-Bir-Cg ชั้นดินบนสีคล้ำ และมีสารอินทรีย์สูง ชั้น A2 (albic horizon) หรือชั้นล้างมีสีซีดจางเห็นได้ชัดเจน ชั้น Bh มีสีน้ำตาลเข้มและมีการอัดตัวค่อนข้างจะแน่น แข็ง เพราะมีการสะสมสารอินทรีย์ที่เสื่อมสภาพแล้วกับอะลูมินัมออกไซด์แล้วก็/หรือเหล็กออกไซด์ มีปฏิกิริยาเป็นกรด pH ต่ำ ประมาณ 4.0-5.0 ตลอดทั้งหน้าตัดชุดดินที่สำคัญเป็น ชุดดินบ้านทอน ท่าอุเทน
 -ชุดดินหนองแก
Solodized-Solonetz
พบในบริเวณที่ค่อนข้างจะแห้ง รวมทั้งวัตถุแหล่งกำเนิดมีเกลือผสมอยู่ ได้แก่รอบๆชายฝั่งทะเลเก่า หรือบริเวณที่ได้รับผลพวงจากเกลือที่มาจากใต้ดิน เป็นต้นว่าในภาคอีสาน ของประเทศไทย ฯลฯ มีลักษณะของหน้าตัดดินเป็นแบบ A1-A2-Bt ดินมีการระบายน้ำชั่วช้า ชั้น Bt จะแข็งแน่นและก็มีองค์ประกอบแบบแท่งหัวมน (columnar structure) หรือแบบแท่งหัวตัด (prismatic) ดินบนเป็นดินร่วนผสมทราย มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างราว 5-5.5 ส่วนดินล่างมี pH สูง 7.0-8.0 อย่างเช่นชุดดินว่าวกุลาร้องไห้ ชุดดินหนองแก ฯลฯ
 -ชุดดินอุดร
Solonchak
เป็นดินที่มีการระบายน้ำชั่วช้าถึงค่อนข้างหยาบช้า มีเกลือสะสมอยู่ในชั้นดินมาก หน้าตัดดินเป็นแบบ Apg-Cg หรือ Apg-Bg-Cg ในดินพวกนี้จะมีชั้นดินที่เป็นดินเหนียวอยู่เป็นชั้นบางๆสลับกับชั้นทราย เกิดขึ้นให้เห็นได้ชัดเจน ในช่วงฤดูแล้งจะเห็นคราบเปื้อนเกลือสีขาวๆที่ผิวหน้าดิน ความเป็นกรดเป็นด่างมากยิ่งกว่า 7.0 ดังเช่น ชุดดินทิศเหนือ
 -Non Calcic Brown soils
เจอไม่มากสักเท่าไรนักในประเทศไทย พบในบริเวณตะพักสายธารออกจะใหม่ วิวัฒนาการของหน้าตัดดี ลักษณะหน้าตัดดินแบบ A1(Ap)-A2-Bt ดินบนสีน้ำตาลเทา ดินข้างล่างมีสีน้ำตาล น้ำตาลปนเหลือง หรือน้ำตาลผสมแดง มีเหตุมาจากตะกอนน้ำค่อนข้างใหม่ มีเนื้อดินตั้งแต่ค่อนข้างหยาบคายไปจนถึงละเอียด และก็มีปฏิกิริยาเป็นกรดน้อย ในหน้าตัดดินจะพบแร่ไมกาอยู่ทั่วไป มีการระบายน้ำดี ความอุดมสมบูรณ์ออกจะสูง เหมาะที่จะปลูกพืชไร่และก็ไม้ผล ชุดดินที่สำคัญเช่น ชุดดิน กำแพงแสน ธาตุพนม
 -ชุดดินวัวราช
Gray Podzolic soils
เกิดในรอบๆกระพักสายธารเป็นดินที่มีอายุออกจะมากมาย มีพัฒนาการของหน้าตัดดี เจอในบริเวณลำธารระดับที่ค่อนข้างต่ำ-ระดับกลาง วัตถุแหล่งกำเนิดเป็นขี้ตะกอนน้ำที่ทับถมมานานแล้ว ซึ่งจะเป็นกรดรวมทั้งมีแร่ที่สลายตัวง่ายคงเหลืออยู่ในปริมาณน้อย ในภาวะพื้นที่แบบเกลียวคลื่น ซึ่งทำให้การไหลผ่านหน้าดินเป็นไปอย่างช้าๆแล้วก็ภูมิอากาศที่มีระยะเปียก-แห้งสลับกันเป็นเหตุที่สำคัญต่อการเกิดดินจำพวกนี้ ลักษณะดินชี้ให้เห็นว่าดินมีการชะละลายสูง สีจะออกขาวหรือเทาจัดเมื่อแห้ง รวมทั้งมีลักษณะการเคลื่อนย้ายบนผิวหน้าดินค่อนข้างกระจ่าง เนื้อดินละเอียดและอินทรียวัตถุถูกล้างไปเมื่อหน้าดินถูกฝน เหลืออยู่แต่จุดที่เกาะตัวกันแน่นอยู่เป็นจุดๆบางทีอาจเจอพลินไทต์ในชั้นดินด้านล่าง เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ-ต่ำมาก รูปแบบของหน้าตัดดินเป็นแบบ A1-A2-Bt กรุ๊ปดินนี้พบเป็นรอบๆกว้างใหญ่ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน และบางที่ในภาคเหนือ ชุดดินที่สำคัญ ดังเช่น ชุดดินโคราช สันป่าตอง ห้วยโป่ง ฯลฯ
 -ชุดดินท่ายาง
Red Yellow Podzolic soils
เป็นดินเก่าที่มีความก้าวหน้าของหน้าตัดดินดี กำเนิดในสภาพที่คล้ายคลึงกับดินในกรุ๊ปดินหลัก Reddish Brown Lateritic Soils ลักษณะหน้าตัดดินเป็นแบบ A1-A2-Bt-C หรือ R เจอทั่วไปในรอบๆภูเขารวมทั้งที่ลาดเชิงเขาหรือที่ราบขั้นบันไดเก่า วัตถุแหล่งกำเนิดดินมาจากหินหลายประเภท จำนวนมากเป็นหินที่มีปฏิกิริยาเป็นกรดถึงเป็นกลาง ดินมีการระบายน้ำดี ลักษณะเนื้อดินเปลี่ยนแปลงได้มากตั้งแต่ออกจะหยาบคายจนกระทั่งค่อนข้างละเอียด สีจะออกแดง เหลืองผสมแดงและเหลือง มีชั้น E ที่ค่อนข้างจะแจ่มชัด มีสีจางหรือเทากว่าชั้นอื่น และก็อาจมีเศษหินที่สลายตัว หรือ พลินไทต์ปะปนอยู่ด้วยในดินข้างล่าง แบบอย่างตัวอย่างเช่น ชุดดินท่ายาง โพนวิสัย ชุมพร หาดใหญ่ ภูเก็ต เป็นต้น จัดว่าเป็นกรุ๊ปดินที่พบได้ทั่วไปกลุ่มหนึ่งในประเทศไทย
 -ชุดดินอ่าวลึก
Reddish Brown Lateritic soils
เป็นดินเก่า มีความเจริญของหน้าตัดดี มีเหตุมาจากวัตถุแหล่งกำเนิดที่เป็นวัตถุหลงเหลือของหินที่มีปฏิกิริยาเป็นกลางและก็ที่มีปฏิกิริยาเป็นด่าง ลักษณะหน้าตัดดินเป็นแบบ A1-A3-Bt-C หรือ R เป็นดินที่มีการระบายน้ำดี ดินข้างบนมีสีน้ำตาลเข้ม หรือสีน้ำตาลปนแดง มีเนื้อดินตั้งแต่ดินร่วน (loam) ถึง ดินร่วนเหนียว (clay loam) ส่วนชั้นดินด้านล่างมีเนื้อดินเป็นดินร่วนซุยเหนียว ถึงดินเหนียว (clay) ที่มีสีแดง รูปแบบของดินแสดงการชะล้างสูง แล้วก็บางทีอาจเจอชั้นหินแลงในชั้นล่างของหน้าตัดดิน ลักษณะดินจะคล้ายกับดินในกลุ่มดินหลัก Red Brown Earths ที่แตกต่างกันเป็นจะมีเป็นกรดมากยิ่งกว่า pH ราว 5-6 ชุดดินที่สำคัญเป็น ชุดดินหลบ บ้านจ้องมอง อ่าวลึก จังหวัดตราด ฯลฯ
-ชุดดินปากช่อง
Red Brown Earth
เป็นดินที่มีความเกี่ยวพันโดยตรงกับหินปูน หรือหินที่มีปฏิกิริยาเป็นด่าง รวมทั้งจะมีความเชื่อมโยงกับหินดินดานด้วย ดินมีสีแดง มีวิวัฒนาการของหน้าตัดดี เป็นแบบ A1-A3-Bt-C หรือ R เนื้อดินเป็นดินเหนียว มีการระบายน้ำดี กำเนิดในรอบๆที่ราบซึ่งมีสาเหตุมาจากกษัยการ หรืออาจจะมีการเกิดตามไหล่เขาได้ ดินพวกนี้มีลักษณะสีดิน แล้วก็การจัดเรียงตัวของชั้นดินใกล้เคียงกับดินในกลุ่มดินหลัก Reddish Brown Lateritic มากมายต่างกันที่ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน โดยที่ Red Brown Earth มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างสูงขึ้นยิ่งกว่า (pH ราว 6.5-8.0) ชุดดินที่สำคัญคือ ชุดดินปากช่อง เป็นกรุ๊ปดินที่มีการปลูกพืชไร่และทำสวนผลไม้กันมากมาย
-ชุดดินจังหวัดยโสธร
Red Yellow Latosols
เป็นดินที่มีการระบายน้ำดีจนถึงดีเกินไป แก่มาก หน้าตัดดินลึก มีลักษณะที่แปลว่ามีการชะละลายสูง ความเจริญของหน้าตัดดี ลักษณะหน้าตัดเป็นแบบ A-B (Box) หรือ A1-A3-B (Box) เจอเป็นหย่อมๆในรอบๆลานตะพักสายธารระดับที่ถือว่าสูง เกิดจากตะกอนน้ำพาเก่ามาก มีสมบัติทางกายภาพดี แม้กระนั้นทรัพย์สินทางเคมีไม่ค่อยดี มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มีสีแดงหรือเหลืองตลอดหน้าตัดดิน ดินบนเนื้อดินหยาบคาย ดินล่างมีพวกเซสควิออกไซด์สูง บางแห่งเจอหินแลงในตอนล่างของหน้าตัดดิน และไม่เจอการเคลือบผิวของดินเหนียวในชั้น B ชุดดินที่สำคัญ ดังเช่น ศรีราชา จังหวัดยโสธร
-Reddish Brown Latosols
เกิดในรอบๆที่เกี่ยวโยงกับภูเขาไฟ วัตถุแหล่งกำเนิดเป็นตะกอนหลงเหลือ หรือตะกอนดาดตีนเขา ของหินที่เป็นด่างตัวอย่างเช่น บะซอลท์ แอนดีไซต์ เป็นดินที่มีการระบายน้ำดี และก็วิวัฒนาการของหน้าตัดดี มีหน้าตัดดินแบบ A-Box (ox = ออกไซด์ของเหล็ก) เนื้อดินเป็นดินเหนียวสีแดง สีแดงปนน้ำตาล มีความร่วนซุยดี เป็นดินลึกมากมาย มักจะเหมาะสมกับการใช้ทำสวนผลไม้ เป็นต้นว่า ชุดดินท่าใหม่
-Organic soils
Organic soils หรือเรียกว่า Peat and Muck soils เป็นดินที่มีลักษณะไม่เหมือนกันกับกรุ๊ปดินอื่นๆเพราะว่าเป็นดินที่มีอินทรีย์คาร์บอนอยู่ในองค์ประกอบมากกว่าจำนวนร้อยละ 20 โดยน้ำหนัก หรือประกอบไปด้วยอินทรียวัตถุล้วนๆพบในบริเวณแอ่งต่ำมีน้ำขังอยู่แทบทั้งปีแล้วก็มีการสะสมของอุปกรณ์ดินอินทรีย์สูง สำหรับในประเทศไทยพบมากทางภาคใต้ ในจังหวัดนราธิวาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่พรุ ข้อดีคือสีจะคล้ำ มีอินทรีย์วัตถุสูง เป็นกรดจัด มีการพัฒนาหน้าตัดดินน้อย ลักษณะหน้าตัดเป็นแบบ A-C เมื่อระบายน้ำออก จะหดตัวได้มาก ดังเช่น ชุดดินจังหวัดนราธิวาส พบบ่อยในภาคใต้ของเมืองไทย

 
กล้องวัดมุมอิเล็กทรอนิกส์ ยี่ห้อ Leica Builder 100 - T100 9"
 
1.กล้องเล็งเป็นระบบเห็นภาพตั้งตรง
2. กำลังขยาย 30 เท่า
3. ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเลนส์ปากกล้องไม่ต่ำกว่า 40 มิลลิเมตร
4. ขนาดความกว้างของภาพที่เห็นในระยะ 100 เมตร ไม่น้อยกว่า 2.6 เมตร หรือ 1องศา 30 ลิปดา
5. ระยะมองเห็นภาพชัดใกล้สุดไม่เกิน 0.9เมตร
6. ค่าตัวคูณคงที่ 100
7. ค่าตัวบวกคงที่ 0
8. กำลังในการขยายภาพ 3 ฟิลิปดา
9. เป็นกล้องแบบอิเล็กทรอนิกส์ระบบวัดมุมแบบ Absolute Reading
10. หน่วยวัดเป็น องศา ลิปดา ฟิลิปดา
11. แสดงค่ามุมที่วัดได้ละเอียดโดยตรงไม่เกิน 5 ฟิลิปดา และ 10 ฟิลิปดา
12. ค่าความถูกต้องในการอ่านมุม ( Accuracy ) ไม่เกิน 9 ฟิลิปดา
13. หน้าจอแสดงผลเป็น LCD 1 หน้าจอ มีระบบให้แสงสว่างหน้าจอขณะทำงานและสามารถบอกระดับพลังงานได้
14. ความไวของระดับฟองกลม 10ลิปดา 2 มม.
15. ความไวของระดับฟองยาว 60ฟิลิปดา / 2 มม.
16. กล้องส่องหัวหมุด ( Optical Plummet ) กำลังขยาย 3 เท่า ปรับความคมชัดได้ตั้งแต่ระยะ 0.5 เมตร ขึ้นไป
17. สามารถแสดงผลทั้งเป็นมุมราบและมุมดิ่ง

 
การวัด (Measurement)
การวัด (Measurements) เป็นกรรมวิธีพื้นฐานของการได้มาซึ่งค่าสังเกต (Observations) ของข้อมูลตามที่ต้องการ เมื่อได้ก็ตามที่มีการวัด เมื่อนั้นย่อมมีความคลาดเคลื่อน (Errors) ขึ้นตามมาทุกครั้ง ดังนั้น จึงไม่มีการวัดครั้งใดที่ปราศจากความคลาดเคลื่อนอยู่ด้วย นั่นคือ ในการวัดทุกครั้งจำเป็นจำต้องมีการประเมินค่าความถูกต้อง (Accuracy) และค่าความแม่นยำ (Precision) และนั่นหมายถึง ในศึกษาถึงความถูกต้องของการวัดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเข้าใจถึงธรรมชาติ ชนิด และ ขนาดของความคลาดเคลื่อนที่แต่ละกระบวนการวัดด้วย
การวัดและมาตรฐาน (Measurement and Standards)

  • การวัด เป็นกระบวนการหาขนาด ปริมาณ ของสิ่งที่ต้องการวัดด้วยการเทียบกับมาตรฐานอันหนึ่งที่ใช้ในการหาขนาดและปริมาณต่างๆ เช่น
  • ความยาว น้ำหนัก ทิศทาง เวลา ตลอดจน ปริมาตร ตัวอย่างของการเทียบกับสิ่งที่เป็นมาตรฐาน เช่น ความยาวมาตรฐาน 1 เมตร คือ ระ